AI กำลังเปลี่ยนประเทศ หรือกำลังเปลี่ยนพฤติกรรมของเรา?

AI กำลังเปลี่ยนประเทศ หรือกำลังเปลี่ยนพฤติกรรมของเรา?

ช่วงนี้มีกระแสข่าวเกี่ยวกับการผลักดันให้ประชาชนเข้าถึงระบบ AI ได้ฟรีในวงกว้าง

ในมุมหนึ่ง นี่เป็นเรื่องที่น่ายินดี เพราะเทคโนโลยีไม่ควรถูกจำกัดอยู่แค่ในมหาวิทยาลัย บริษัทขนาดใหญ่ หรือคนที่มีกำลังจ่ายเท่านั้น การเปิดโอกาสให้คนจำนวนมากได้เรียนรู้และใช้ AI อาจช่วยเพิ่มโอกาสทางการศึกษา การทำงาน และการเข้าถึงองค์ความรู้ได้อย่างมหาศาล

แต่ขณะเดียวกัน ผมกลับมองว่าคำถามที่น่าสนใจกว่าเรื่อง "AI เก่งแค่ไหน" คือคำถามที่ว่า

"คนพร้อมจะอยู่กับ AI มากแค่ไหน"

เหตุผลที่คิดแบบนี้ เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา ปัญหาที่เกิดขึ้นกับเทคโนโลยีใหม่จำนวนมาก ไม่ได้เกิดจากตัวเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากพฤติกรรมของมนุษย์ที่ใช้งานมัน

ในทางจิตวิทยามีแนวคิดหนึ่งที่เรียกว่า ELIZA Effect

เป็นปรากฏการณ์ที่มนุษย์มีแนวโน้มจะรู้สึกว่าคอมพิวเตอร์หรือแชทบอต "เข้าใจ" และ "รับฟัง" ตัวเองมากกว่าที่เป็นจริง

ยิ่ง AI พูดจาสุภาพ ตอบได้รวดเร็ว และอธิบายได้เป็นเหตุเป็นผล ความรู้สึกไว้วางใจก็ยิ่งเกิดขึ้นง่าย

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ปัจจุบันหลายคนใช้ AI เป็นทั้งผู้ช่วยทำงาน ที่ปรึกษา หรือแม้แต่พื้นที่ระบายความรู้สึกส่วนตัว

ขณะเดียวกัน นักวิจัยด้านพฤติกรรมยังพูดถึงสิ่งที่เรียกว่า Privacy Paradox

คือคนส่วนใหญ่มักบอกว่าตัวเองให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัว แต่เมื่อได้รับความสะดวกสบายหรือประโยชน์บางอย่าง ก็พร้อมจะเปิดเผยข้อมูลของตัวเองมากกว่าที่คิด

ลองสังเกตดูง่าย ๆ

หลายคนไม่อยากให้ข้อมูลส่วนตัวอยู่บนอินเทอร์เน็ต แต่กลับพิมพ์วันเดือนปีเกิด ปัญหาทางการเงิน เรื่องในครอบครัว หรือรายละเอียดชีวิตส่วนตัวลงในระบบดิจิทัลโดยไม่รู้ตัว

สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากความประมาทเสมอไป

แต่มันเกิดจาก "ความไว้วางใจ"

และบางครั้งความไว้วางใจก็เป็นช่องโหว่ที่ทรงพลังที่สุด

ย้อนกลับไปเมื่อไม่กี่ปีก่อน โลกเทคโนโลยีเคยตกใจกับกรณีที่พนักงานของ Samsung นำข้อมูลภายในบริษัทไปใช้กับระบบ AI เพื่อช่วยวิเคราะห์งาน โดยไม่ได้ตระหนักว่าข้อมูลที่ป้อนเข้าไปนั้นเป็นข้อมูลที่มีความอ่อนไหว

เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้สะท้อนว่า AI อันตราย

แต่มันสะท้อนว่า แม้แต่คนที่ทำงานในองค์กรเทคโนโลยีระดับโลก ก็ยังสามารถประเมินความเสี่ยงพลาดได้

อีกเรื่องที่น่าสนใจคือ ปัจจุบันมิจฉาชีพจำนวนมากไม่ได้ทำงานแบบเดิมอีกแล้ว

ในอดีต การหลอกลวงมักเป็นการส่งข้อความหรือโทรศัพท์แบบหว่านแห

แต่ในยุค AI รูปแบบการโจมตีเริ่มเปลี่ยนไปสู่สิ่งที่เรียกว่า Hyper-Personalized Phishing

พูดง่าย ๆ คือยิ่งรู้จักเหยื่อมากเท่าไร การหลอกลวงก็ยิ่งน่าเชื่อถือมากขึ้นเท่านั้น

หากวันหนึ่งผู้ไม่หวังดีรู้ว่าคุณกำลังมีปัญหาเรื่องอะไร กำลังลงทุนอะไร หรือกำลังกังวลเรื่องใดอยู่ ข้อความหลอกลวงที่ส่งมาหาคุณก็จะดูสมจริงกว่าการสุ่มโทรหาคนเป็นพันคนอย่างที่เคยเป็น

ในอีกด้านหนึ่ง นักวิจัยด้านความปลอดภัยทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญกับเรื่อง Prompt Injection

ซึ่งเป็นความพยายามหลอกหรือบิดเบือนการทำงานของ AI ผ่านคำสั่งที่ถูกซ่อนเอาไว้ในข้อมูลที่ AI อ่าน

ประเด็นนี้ยังเป็นโจทย์ใหญ่ของวงการ และเป็นเหตุผลว่าทำไมหลายองค์กรจึงมองว่า การพัฒนา AI ไม่ใช่แค่เรื่องความสามารถของโมเดล แต่เป็นเรื่องความปลอดภัยของระบบทั้งหมดด้วย

ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่าเราควรกลัว AI

และยิ่งไม่ได้หมายความว่าเราควรปฏิเสธเทคโนโลยี

ในความเป็นจริง ประเทศไทยจำเป็นต้องเรียนรู้และใช้ประโยชน์จาก AI ให้มากที่สุด เพราะนี่คือหนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญที่จะกำหนดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในอนาคต

แต่บางที สิ่งที่สำคัญพอ ๆ กับการทำให้คนเข้าถึง AI อาจเป็นการทำให้คนเข้าใจ AI ด้วย

เพราะการเข้าถึงเทคโนโลยีคือจุดเริ่มต้น

แต่การรู้เท่าทันเทคโนโลยี คือภูมิคุ้มกัน

และในวันที่ AI กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน กฎง่ายที่สุดที่ผมคิดว่าทุกคนควรจำไว้ก็คือ

"อย่าป้อนข้อมูลลับ ข้อมูลอ่อนไหว หรือข้อมูลที่อาจสร้างความเสียหายหากรั่วไหล ลงในระบบ AI โดยไม่จำเป็น"

บางครั้ง ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดของเทคโนโลยี อาจไม่ได้อยู่ที่ตัวเทคโนโลยีเลย

แต่อยู่ที่มนุษย์อย่างพวกเราที่กำลังเรียนรู้จะอยู่ร่วมกับมันต่างหาก

— มนัสกวิญ ขางประยูร

#มนัสกวิญ
#Manuskawin
#AI
#ArtificialIntelligence
#AILiteracy
#DigitalLiteracy
#CyberSecurity
#DataPrivacy
#Technology
#DigitalTransformation
#ThailandAI
#ปัญญาประดิษฐ์
#ความปลอดภัยไซเบอร์
#ความเป็นส่วนตัว
#เทคโนโลยี